นั่งเบาะหลังไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อย่าพูดไปไม่ทำใครเดือดร้อน ถ้าไม่อยากตาย

0
8

พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 จะมีผลบังคับใช้วันที่ 5 ก.ย.นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจในการจัดให้มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือคาร์ซีต สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี และผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ

ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2560 คสช.เคยประกาศใช้ ม.44 บังคับให้ผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้เกิดแรงต้านพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มแท็กซี่และปิกอัพ มองว่าเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังที่ถูกพับเก็บไว้หรือซุกอยู่ใต้เบาะ ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการนำมาใช้ และเชื่อกันว่านั่งข้างหลังปลอดภัย แม้ไม่คาดเข็มขัด

ในความเป็นจริงแล้ว จากข้อมูลศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ชี้ให้เห็นว่ารถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. จะทำให้ทุกคนบนรถพุ่งไปข้างหน้า และเมื่อมีการปะทะคนหรือวัตถุในตัวรถ แรงปะทะจะเทียบเท่ากับการตกตึก 5 ชั้น ส่งผลให้คนที่ไม่คาดเข็มขัด ทะลุกระจกออกมาได้ หรือกระแทกเก้าอี้หรือคนที่นั่งตอนหน้า ให้ได้รับบาดเจ็บ

 

หลายคนคิดว่าการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยเฉพาะผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะไม่ได้ไปไหนไกลเมื่อโดยสารรถยนต์สาธารณะ และรู้สึกอึดอัด แต่ผลวิจัยการใช้เข็มขัดนิรภัยในประเทศไทย พบว่าช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ถึง 34% หรือผู้เสียชีวิต 100 ราย สามารถรอดชีวิตได้ถึง 34 คน และผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากถึง 1.52 เท่า และมีโอกาสได้รับบาดเจ็บ มากถึง 8 เท่า

เหลือเวลาอีกเกือบ 4 เดือนที่คนไทยจะต้องปรับตัวให้เกิดความเคยชินในการคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะโดยสารในรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ ทั้งผู้ขับขี่ คนนั่งเบาะหน้า และเบาะหลัง เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดได้จากอุบัติเหตุ

“ณัฐพงศ์ บุญตอบ” นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ออกมาย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญในการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารตอนหลังหรือเบาะหลัง หลังนานมาแล้วที่ไทยบังคับใช้เฉพาะผู้ขับขี่ และผู้นั่งตอนหน้าเท่านั้น ทั้งๆ ที่ต่างประเทศบังคับใช้มานานให้ทุกตำแหน่งที่นั่งในรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะเข็มขัดนิรภัยทำหน้าที่ยึดรั้งผู้โดยสารให้อยู่ในที่ปลอดภัย เหมือนการรัดเข็มขัดนิรภัยของผู้ที่นั่งตอนหน้า หากไม่ใช้จะพุ่งไปกระแทกอุปกรณ์ต่างๆ ในรถ กรณีเกิดอุบัติเหตุ และยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น

“ผู้โดยสารตอนหลัง ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย เพื่อไม่ให้คนอื่นในรถได้รับบาดเจ็บ จากการพุ่งกระแทกร่างกระเด็นไปโดนคนนั่งหน้ารถที่รัดเข็มขัดนิรภัยจนได้รับบาดเจ็บ และรวมถึงตัวเองด้วย หากเกิดอุบัติเหตุชนอะไรบางอย่าง และความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ หากขับเร็วมากก็รุนแรงมากกว่า และต้องมีถุงลมนิรภัยในรถ หวังว่าในอนาคตจะมีกฎหมายบังคับใช้ด้วย”

 

กรณีผู้ไม่เห็นด้วยกับการคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มีกลุ่มหนึ่งอย่างแท็กซี่ และจากที่เคยทำการสำรวจพบว่ารถแท็กซี่ มีเพียง 3% เท่านั้นที่ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยบริเวณที่นั่งตอนหลัง และคิดว่าปัจจุบันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็น ทำให้ไม่มีในรถแท็กซี่ หรือไม่ก็ซ่อนหลังเบาะ แต่หลังจากกฎหมายบังคับใช้ คิดว่าทุกอย่างจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

อีกประเด็นที่น่าคิด เมื่อผู้โดยสารรถยนต์เก๋งส่วนบุคคลนั่งตอนหลัง 3 คน แล้วมีคำถามว่าจะคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างไร ตรงนี้อาจเปิดช่องทำให้เกิดการโต้เถียงการใช้กฎหมาย ซึ่งการประกาศบังคับใช้กฎหมายบางครั้งอาจต้องทบทวนให้ครอบคลุมทุกมุม เพื่อจะทำให้การบังคับใช้มีอำนาจเด็ดขาด และดูเหมือนไม่เป็นการรังแกประชาชน

หรือกรณีผู้ใช้รถในต่างจังหวัด อาจมีคนส่วนหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม หรือคนใช้รถรุ่นเก่ามีข้อจำกัดในเรื่องเข็มขัดนิรภัยที่นั่งตอนหลัง และสุดท้ายจะมาอยู่ที่การใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานเป็นผู้ตัดสิน บนหลักการความเป็นจริง

ไม่ว่าจะเกิดกระแสต้านหรือไม่อย่างไร แต่อยากให้ประชาชนคนใช้รถมองเห็นความปลอดภัยของตัวเองมากกว่า เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ยากจะคาดการณ์ จะเกิดความปลอดภัยต่อตัวเองและกับคนอื่น อยากให้มองมุมนี้ ไม่อยากให้มองว่าจะเป็นช่องว่างให้กับเจ้าหน้าที่ในการหาผลประโยชน์ เพราะเวลาขับรถจะมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำตามกฎหมายก็ไม่ถูกจับ อย่ามองเป็นภาระ และกรณีรถเก่า ควรหาเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐานมาติดตั้ง เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนจะดีกว่า.

ที่มา ผู้เขียน : ปูรณิมา
thairath