วิโรจน์ ชู สร้างเมืองที่คนเท่ากัน เปิด 12 นโยบายหลัก ร่วมกับธนาธร

0
36

“วิโรจน์” ดัน “เมืองที่คนเท่ากัน” เป็นฐานคิดในการสร้างนโยบายแก้ปัญหา กทม. ชูนโยบายหลัก 12 นโยบาย กระจายเท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำด้าน สร้างสังคมเมืองที่เป็นธรรม ด้าน “ธนาธร” ร่วมวง เชื่อ กทม.เปลี่ยนได้ด้วยนักบริหารเมืองที่มีเจตจำนงแน่วแน่

วันที่ 27 มี.ค. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคก้าวไกล แถลงเปิดตัวนโยบายหลัก 12 ด้าน เพื่อสร้าง “เมืองที่คนเท่ากัน” ณ อาคารอนาคตใหม่ (หัวหมาก) วันที่ 27 มี.ค. ภายในงานแถลงนโยบาย มีผู้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย นางฐาปนีย์ สุขสำราญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตประเวศ อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ นักสื่อสารนโยบาย Think Forward Center ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคก้าวไกล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

เวทีเปิดตัว 12 นโยบาย สร้าง “เมืองที่คนเท่ากัน” เริ่มต้นขึ้นเมื่อ อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ พูดถึงเมืองในหัวข้อ “Romantic Town” พร้อมเชื่อมโยงปัญหาความสัมพันธ์ระดับบุคคลกับภาพเมืองในระดับการลงทุนและพัฒนามหภาค ด้วยการตั้งคำถามว่าทำไมคนกรุงเทพส่วนใหญ่ถึงโสด นายอิชย์อาณิคม์ อธิบายว่า คนส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตไปกับการจัดการปัจจัยภายนอก ซึ่งมาจากปัญหาหลัก 4 ข้อ ได้แก่ (1) ชั่วโมงการทำงานสูง (2) ชั่วโมงการเดินทางบนท้องถนน (3) ค่าครองชีพสูง (4) พื้นที่สาธารณะน้อย นั่นทำให้บุคคลมีโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์หรือเริ่มต้นความสัมพันธ์กับผู้อื่นยากมาก เพราะลำพังเพียงภาระในการจัดการชีวิตของตนเองในเมืองนี้ ก็มากพอแล้ว

ลำดับต่อมา ลูกเกด นางฐาปนีย์ สุขสำราญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตประเวศ พรรคก้าวไกล ได้ขึ้นเวทีเล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในเขตประเวศกว่า 17 ปี โดยเล่าถึงปัญหาที่ชุมชนในเขตประเวศส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นชุมชนริมคลอง ต้องพบเจอ ชุมชนเหล่านี้มีทางเข้า-ออก ที่เรียกกันว่า สะพานคสล. มีขนาดกว้างเพียง 1.7 เมตรเท่านั้น ทำให้รถจักรยานยนต์ ไม่สามารถสวนทางกันได้ บางเส้นยาวถึง 3 กิโลเมตร หากมีคนเจ็บป่วยรถพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงตัวคนในชุมชน ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม คนไม่เท่ากัน คนกรุงเทพที่อยู่ในชุมชน มีรายได้น้อย ต้องเสียโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่

นอกจากประสบการณ์ของชุมชน นางฐาปนีย์ยังได้พูดถึงประสบการณ์ในการแม่ของลูกที่โตใน กทม. ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกทม. กลับไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กเล็ก เนื่องมาจากนโยบายและงบประมาณ ฐาปนีย์ ยกตัวอย่าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตประเวศ ซึ่งอยู่ติดกับโรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นตลอดทั้งวัน ซ้ำยังมีปัญหาในการจัดการงบประมาณของศูนย์ฯ ทำให้ต้องมีการรับบริจาคสิ่งของต่างๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ฉุดรั้งการพัฒนา กทม.ในทุกด้าน และเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง เพื่อให้อนาคตลูกหลานคนในกรุงเทพดีกว่านี้ คนเท่าเทียมกันกว่านี้

ด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยกบทเรียนจากกรุงลอนดอน ในการออกแบบเมือง เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะ PM2.5 และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างเมืองที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี 2030 คนในเมืองไม่ต้องเผชิญกับอากาศที่เป็นพิษ และโรคทางเดินหายใจ และออกนโยบาย ULEZ หรือ Ultra Low Emission Zone ซึ่งเป็นนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองสำหรับยานพาหนะที่ปล่อยมลภาวะเกินมาตรฐาน

นายธนาธร ยังย้ำว่า ตัวอย่างเมืองและปัญหาที่ยกมานั้น ไม่ได้ออกโดยนักบริหารที่เชี่ยวชาญ แต่ต้องอาศัยคนที่มีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่และชัดเจน ที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับปัญหา นายทุนและเครือข่าย พร้อมทั้งต้องมีความทะเยอทะยานในการสร้างเมืองให้ดี ตรงนี้ คือ จุดเด่นของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในการสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้

ด้าน นายวิโรจน์ ได้เปิดตัว 12 นโยบาย เพื่อสร้างกรุงเทพฯที่คนเท่ากัน โดยมีไฮไลต์เช่น นโยบายวัคซีนฟรีจากภาษีประชาชน ซึ่งนายวิโรจน์ ตั้งใจเน้นการฉีดวัคซีนปอดอักเสบให้ผู้สูงอายุ ป้องกันโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยติดเตียง และลดอาการเจ็บป่วยรุนแรง

-บ้านคนเมือง สร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกในตัวเมือง 10,000 ยูนิต ในเวลา 4 ปี มีสัญญาเช่า 30 ปี เพื่อให้คนกรุงเป็นเจ้าของที่พักอาศัยในเมือง ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยวิโรจน์ยืนยันว่า หากประเทศไทยมีบ้านพักให้นายพลอยู่จนหลังเกษียณได้ ก็ต้องมีบ้านให้ประชาชนทั่วไปอยู่ได้เช่นกัน

-ตั๋วคนเมือง นโยบายอุดหนุนตั๋วค่าโดยสาร ประชาชนซื้อในราคา 70 บาท แต่ใช้ได้ 100 บาท เพื่อสนับสนุนให้คนหันมาใช้รถเมล์ได้ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเส้นทาง

-เดินรถ นายวิโรจน์ ยังย้ำถึงความสำคัญของนโยบายหลักทั้ง 12 นโยบาย ซึ่งเกิดภายใต้หลักคิดเมืองที่คนเท่ากัน โดยเชื่อว่า การที่คนเท่ากันจะเป็นบันไดขั้นแรกของเมืองที่มีความหวัง สามารถให้โอกาสในการตั้งตัว และคุณภาพชีวิตที่ดี ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางความขัดแย้ง คนกรุงเทพ ไม่ได้ต้องการผู้ว่าฯ ที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่การเมือง แต่ต้องเป็นผู้ว่าฯ ที่พร้อมเลือกยืนเคียงข้างประชาชน ต่อสู้เพื่อคนที่ถูกเอารัดอาเปรียบ และยืนยันอย่างหนักแน่น ว่า 22 พ.ค. 2557 เป็นวันที่อำนาจของประชาชนถูกปล้นไป แต่ 22 พ.ค. 2565 จะเป็นจุดเริ่มต้น กรุงเทพจะเป็นโดมิโน่ตัวแรกในการประกาศว่า คนไทยจะไม่ยอมถูกใครขโมยความฝันไปอีก

22 พฤษภา เลือกวิโรจน์ เป็นผู้ว่าฯ ออกไปกาให้คนเท่ากัน

ขอบคุณ -thairath